รู้หรือไม่ ในผลไม้เองก็มีน้ำตาล

0
56

ในผลไม้เองก็มีน้ำตาล สิ่งที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามกัน


ผลไม้เองก็มีน้ำตาล ปริมาณน้ำตาลในผลไม้ ก็มีไม่น้อย ถ้าเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ เรามักมองข้ามเรื่องนี้กันมาก หลายๆคนจะคิดอยู่เสมอว่า การกินผักและผลไม้นั้น ได้ผลดีมีประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ในผลไม้เอง ก็แฝงน้ำตาลเอาไว้มากอยู่เหมือนกัน หลายๆคนคงเคยได้ยิน กินผลไม้กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนหรอก ดีต่อสุขภาพ อันนั้นก็คือส่วนหนึ่ง แต่ในปริมาณสารอาหารที่เราได้นั้น นอกจากวิตามินและก็ยังมีสารอาหารประเภทน้ำตาลอยู่มาทำความรู้จักน้ำตาลในผลไม้กันดีกว่า

ใน ผลไม้เองก็มีน้ำตาล น้ำตาลในผลไม้เองมี 3 ชนิด คือ น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส

น้ำตาลกลูโคส (Glucose) คือน้ำตาลในเลือดร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็วที่สุด เป็นแหล่งพลังงานหลักๆ ของเซลล์ในร่างกาย ให้พลังงานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน มักจะพบในผลไม้ทั่วไปและอาหารประเภทแป้งที่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว พบมากใน กล้วย ลิ้นจี่ องุ่นเขียว น้อยหน่า มะขามหวาน หรือผลไม้ที่มีความหวานระดับกลางๆ แน่นอนว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นความหวานจากผลไม้ก็จริง แต่สารอาหารประเภทนี้ก็ยังเป็นน้ำตาลที่สามารถให้พลังงานได้ ถ้าเรารับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป จนร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานออกไม่หมด ก็จะสะสมจะกลายเป็นส่วนของไขมันได้

น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่กระตุ้นการสร้างไขมันทั้งในตับ และเส้นเลือด เป็นรูปแบบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรืออาจจะอยู่คู่กับน้ำตาลกลูโคสในรูปน้ำตาลทราย แน่นอนว่าถ้าปริโภคมากจนเกินไปจะทำให้มีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงและยังมีไขมันเกาะตับมากขึ้นอีกด้วย โดยน้ำตาลชนิดนี้สามารถเข้าสู่เซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ที่พบได้ในผลไม้รสหวานและในน้ำผึ้ง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรรรับประทาน สาลี่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล  กีวี ส้ม แก้วมังกร ผลไม้ตระกูบเบอร์รี่ หรือในผลไม้ที่มีรสชาติออกไปทางรสเปรี้ยว

น้ำตาลซูโครส (Sucrose) เกิดจากการรวมตัวของ น้ำตาลกลูโคส (1 โมเลกุล) และน้ำตาลฟรุกโตส (1 โมเลกุล) และแหล่งที่มาของมันคือ อ้อย (Sugar Cane) หรือก็คือสารให้ความหวาน น้ำตาลซูโครสจึงเป็นน้ำตาลในประเภท น้ำตาลโมเลกุลคู่ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน แล้วจึงค่อยดูดซึมไปเป็นพลังงาน โดยปกติ ถ้าเรากินผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืช เราก็จะได้รับน้ำตาลซูโครสจากธรรมชาติแล้ว แต่เนื่องจากน้ำตาลซูโครสมีรสชาติหวานกว่าน้ำตาลกลูโคส เราจึงจะเห็นผู้ผลิตอาหารใช้เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์ เช่น อาหารเช้าซีเรียล อาหารสำเร็จรูป ลูกอม และไอศครีม

ร่างกายของเราจะดูดซึมน้ำตาลไปเป็นพลังงานได้ยังไง

          น้ำตาลที่ร่างกายของเราสามารถย่อยได้ดีคือน้ำตาลประเภท น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก็คือ น้ำตาล ฟรุกโตส และ น้ำตาลกลูโคส ส่วนน้ำตาลซูโครสที่เป็นน้ำตาลประเภทน้ำตาลโมเลกุลคู่นั้น ร่างกายจะทำการย่อยสลายนานกว่า น้ำตาลประเภทที่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่แล้ว ร่างกายของเราจะดูดซึมน้ำตาลทั้ง 3 ชนิดนี้ต่างกัน

น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว โดยทั่วไปจะถูกดูดซึม (บางส่วน) ตั้งแต่สัมผัสแรกที่ปลายลิ้นเลย ต่อมามันก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางลำไส้เล็ก (Small Intestine) ได้เลย เพราะว่ามันมีแค่โมเลกุลเดียว ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยเลย ซึ่งจะต่างกันกับน้ำตาลซูโครส ที่เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ร่างกายเราต้องแยกมันออกให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

แล้วร่างกายของเราดูดซึมน้ำตาลยังไง

การดูดซึม น้ำตาลซูโครส (SUCROSE)

น้ำตาลซูโครส คือ น้ำตาลโมเลกุลคู่ ดังนั้นก่อนที่ร่างกายจะนำมาใช้เป็นพลังงาน มันก็ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายก่อน จริงๆแล้วในปากเราก็มีเอนไซม์ที่จะมาย่อยน้ำตาลซูโครสนะครับ และกรดในกระเพาะก็มีส่วนช่วยด้วยเหมือนกัน แต่กระบวนการย่อยสลายจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กเป็นหลัก เมื่อเรากินอาหารที่มีน้ำตาลซูโครสเข้าไป ลำไส้เล็กจะหลั่งเอนไซม์ซูเครส (Sucrase Alpha-Glucosidase) ออกมา เพื่อย่อยสลายน้ำตาลซูโครส ให้กลายเป็นน้ำตาลฟรุกโทสและกลูโคส แล้วดูซึมเข้าสู่กระแสเลือด

การดูดซึม น้ำตาลฟรุกโตส (FRUCTOSE)

น้ำตาลฟรุกโทส คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเหมือนกับน้ำตาลกลูโคส จะต่างกันก็ตรงที่น้ำตาลฟรุกโทสไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น (Sugar Spike) อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าพอเราเปลี่ยนมากินน้ำตาลฟรุกโทสแล้วสุขภาพจะดีขึ้น ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ตับ (Liver) ต้องเปลี่ยนน้ำตาลฟรุกโทสเป็นน้ำตาลกลูโคสก่อน เพื่อให้ใช้เป็นพลังงานได้ ทีนี้ถ้าเรากินน้ำตาลฟรุกโทสเข้าไปเยอะๆ พลังงานแคลอรี่ที่เกินมาก็จะกลายเป็น คอเลสเตอรอล (เลว) และไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) และนี่คือคือหนึ่งในสาเหตุของโรคอ้วน น้ำหนักเกิน และโรคเบาหวาน นั่นเอง

สามารถเข้าไปดูเรื่องราวสารอาหารได้ ที่นี่

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here